แชร์ประสบการณ์

 

เรื่อง : Mr.NoMoreDebt
ภาพ : ศิวพร ครุฑเงิน


( จากเรื่องจริงสู่ประสบการณ์ ) จากที่เคยเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล 6 แสนบาท ผ่านไปแค่ไม่กี่ปี ผมสามารถปลดหนี้ได้หมดจด แถมยังมีเงินเก็บไว้สร้างเนื้อสร้างตัวได้สบายๆ... ผมทำได้อย่างไร พร้อมเฉลยในบทความนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน... ผมเป็นหนี้ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างท่วมท้นถึงกว่า 6 แสนบาท!

แล้วหนี้มหาศาลก้อนนี้ มันมาจากไหน?
ผมเป็นคนใจร้อน ถ้าอยากได้อะไรก็จะต้องได้เดี๋ยวนั้น เริ่มแรกผมมีบัตรเครดิตอยู่ 3 ใบ (เพราะมีเซลโทรมาขอให้ช่วยซื้อ) สมมุติว่าอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสักเครื่อง ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็จะต้องค่อยๆ เก็บเงินไปเรื่อยๆ พอได้ครบก็ค่อยซื้อ แต่ผม “รอไม่เป็น” รีบตรงไปที่ร้านแล้วใช้บัตรเครดิตใบที่ 1 รูดซื้อทันที นอกจากจะโดนดอกเบี้ยจากการผ่อนแล้ว (สมัยนั้นเรื่องผ่อน 0% ไม่ค่อยจะมีหรอก) ยังต้องโดนทางร้านชาร์จ 3% จากยอดที่รูดอีกต่างหาก

แล้วมันไม่ใช่แค่อย่างเดียว มันอยากได้ไปเรื่อย ทีวี โฮมเธียเตอร์ เครื่องดนตรี ซื้อของให้แม่ ของขวัญวันเกิดแฟน เช็กอินโรงแรมหรู ฯลฯ นี่ยังไม่นับการผ่อนรถ ผ่อนบ้านที่ต้องจ่ายประจำ ค่าตั๋วเครื่องบินไปหาแฟนที่ต่างจังหวัดเดือนละ 8 เที่ยว และอื่นๆ อีกมากมายจนเกินกว่าจะสาธยายได้หมด สลับใช้บัตรที่ 2 รูดบ้าง ใบที่ 3 รูดบ้าง ใบที่ 1 รูดบ้าง ... สรุปว่า เงินเดือนน้อยนิด แต่เป็นหนี้มหาศาล

พอหนี้สินมันพอกพูนหนักเข้า เงินเดือนมันโตไม่ทันยอดหนี้ แต่ละเดือนพอจ่ายใบที่ 1 เสร็จก็ต้องรีบรับจ๊อบหาเงินมาจ่ายใบที่ 2-3 ต่อ พอหนักๆ เข้ามันก็ต้องเกิดการ “จ่ายขั้นต่ำ” ซึ่งนี่แหละครับ ประตูนรกบานแรกได้เปิดออกมาแล้ว!

สมมติว่า รอบบิลนี้คุณต้องจ่าย 5,000 บาท แต่ในบิลจะระบุมาเลยว่า คุณจะจ่ายขั้นต่ำแค่ 500 บาทก็ได้ (10% ของยอดที่ต้องจ่ายในรอบนี้) เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโทรทวงหนี้ แต่ยอดเงินอีกจำนวน 4,500 บาทที่คุณติดเขาไว้นั้น คุณรู้ไหมครับว่า เขาจะคิดดอกเบี้ยคุณด้วย เขาไม่ได้ผัดผ่อนให้คุณฟรีๆ!

แม้แต่ละเดือนผมจะใช้วิธีจ่ายขั้นต่ำมาพักใหญ่ๆ แต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น เพราะผมยังสร้างหนี้อื่นๆ เพิ่มอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เงินเดือนและรายได้อื่นๆ ยังมีเท่าเดิม หนักเข้าก็ต้องเปิดประตูนรกบานที่ 2 คือการยื่นขอ “สินเชื่อส่วนบุคคล”

สินเชื่อส่วนบุคคลนั้นของ่าย ส่วนมากไม่ต้องมีหลักประกันหรือคนเซ็นค้ำประกัน แถมยังมีทั้งจากธนาคาร และบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารทั้งหลาย มีทั้งแบบอนุมัติมาก้อนเดียวแล้วให้คุณผ่อนจ่ายเดือนละเท่าๆ กัน และแบบที่ให้เป็นบัตรกดเงินสดมาพร้อมวงเงิน อยากใช้ก็กดเงินออกมา แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่ต้องเสียอะไร และเขาจะบอกคุณว่ามันคิดดอกเบี้ยแบบ “ลดต้น ลดดอก” คือถ้าคุณจ่ายเงินต้นให้หนัก ดอกเบี้ยก็จะลดลงด้วย... ฟังดูเหมือนจะดี แต่เอาเข้าจริงแล้ว คนเป็นหนี้คือคนมีเงินไม่พอใช้ ลำพังแค่หาเงินมาจ่ายดอกก็เหนื่อยแล้ว เรื่องจะโปะเงินต้นคงไม่ต้องพูดถึง ก็ได้แต่จ่ายดอกต่อลมหายใจไปวันๆ

เรื่องการใช้บัตรกดเงินสดนี้อันตรายมาก (รวมถึงการใช้บัตรเครดิตกดเงินด้วย) เพราะเขาจะคิดดอกเบี้ยคุณเป็น รายวัน! และทบต้นทบดอกด้วย !!! 

...เป็นไงครับ เริ่มน่ากลัวหรือยัง?...

จากสินเชื่อบุคคลเจ้าที่ 1 ผมขยายไปเป็นเจ้าที่ 2-3-4-5 เรียกว่าในประเทศนี้ผมใช้บริการมาหมดแล้วทุกเจ้าก็ว่าได้ ถึงปลายเดือนก็เอาบัตรกดเงินสดบ้าง บัตรเครดิตบ้าง กดเจ้าโน้นมาใช้หนี้เจ้านี้ และยังเคยหนักถึงขั้น ใช้หนี้เจ้าที่ 1 แล้วกดเงินออกมาจ่ายหนี้เจ้าอื่นๆ เป็นหนี้แบบงูกินหางไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งช่วงหลังๆ ภาระหนี้มากขึ้น จะยื่นกู้สินเชื่ออะไรเพิ่มก็ไม่มีเจ้าไหนยอมให้แล้ว เข้าตาจนขึ้นทุกที รวมยอดหนี้จากทุกเจ้าแล้วมันมากถึงกว่า 6 แสนบาท คิดหนักถึงขนาดเครียดจนนอนไม่หลับ

แต่ผมก็ยังถือว่าโชคดีมากๆ ช่วงนั้นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีโปรโมชั่นสินเชื่อรีไฟแนนซ์ออกมาพอดี (ใช้ชื่อว่า สินเชื่อซับน้ำตา) จุดประสงค์เพื่อช่วยชีวิตคนที่กำลังประสบปัญหาแบบผมโดยเฉพาะ โดยเป็นแห่งเดียวที่ให้วงเงินครอบคลุมยอดหนี้ของผมได้ทั้งหมดเสียด้วย หลักการคือ ทำการรวบหนี้จากหลายๆ แห่งมาไว้ที่เดียว แต่มีข้อแม้อยู่อย่างคือ เราต้องเอาเงินไปปิดหนี้บัตรเครดิตทีละใบๆ แล้วเอาบัตรมาหักและทิ้งในกล่องขยะให้เขาดูต่อหน้า! เพื่อเป็นยืนยันในเชิงสัญลักษณ์ว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ไปก่อหนี้เพิ่มที่ไหนอีก

สินเชื่อรีไฟแนนซ์ของธนาคารอิสลามฯ ในครั้งนั้น ช่วยพลิกชีวิตของผมขึ้นมาอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ลองคิดตามดูนะครับ... จากเดิมที่แต่ละเดือนผมต้องหาเงินมาใช้หนี้ 1 จำนวน 5,000 บาท + หนี้ 2 จำนวน 7,000 บาท + หนี้ 3 จำนวน 3,800 บาท + หนี้ 4 จำนวน 4,800 บาท + หนี้ 5 จำนวน 3,000 บาท + หนี้ 6 จำนวน 4,200 บาท + หนี้ 7 จำนวน 2,800 บาท แปลว่า แต่ละเดือนผมต้องหาเงินมาใช้หนี้ 30,600 บาท

แต่เมื่อมารีไฟแนนซ์ ผมต้องจ่ายค่างวดกับธนาคารอิสลามฯ แค่แห่งเดียว เดือนละ 15,300 บาทเท่านั้น โดยมีกำหนดผ่อนใช้หนี้เป็นระยะเวลาราวๆ 5-6 ปี นั่นทำให้ผมมีเวลาพักหายใจ เงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้ และเมื่อได้ทำสัญญาใจกันไว้แล้วว่าจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม จากที่เคยชักหน้าไม่ถึงหลัง ผมก็เริ่มมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือน (เพราะเรามีรายได้เท่าเดิม แต่จ่ายหนี้น้อยลง และไม่ก่อหนี้เพิ่ม) และเริ่มเอาเงินส่วนนี้มา “ทยอยโปะ” คือแทนที่จะจ่ายคืนธนาคารอิสลามฯ เดือนละ 15,300 บาทตามที่กำหนดไว้ ผมก็ค่อยๆ บวกเข้าไปทีละหน่อย เช่น เดือนนี้จ่ายคืน 15,300 + 10,000 บาท, เดือนถัดไป 15,300 + 15,000 บาท, เดือนถัดไป 15,300 + 8,000 บาท, เดือนถัดไป 15,300 + 20,000 บาท ฯลฯ

ในที่สุด จากในสัญญากำหนดไว้ว่า การใช้หนี้ของผมจะใช้เวลาราว 5-6 ปี แต่สุดท้าย ด้วยพลังของการ “ทยอยโปะ” ผมใช้เวลาแค่ 2 ปีนิดๆ ก็เคลียร์ทุกอย่างได้จนหมด... จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 4 ปีผ่านไป ผมแทบจะไม่ผ่อนหรือเป็นหนี้อะไรอีกเลย แถมมีเงินเก็บในจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นหนี้เสียด้วยซ้ำ

เอาละครับ ใครที่กำลังเป็นหนี้บัตรเครดิตเหมือนที่ผมเคยเป็น ต่อไปนี้คือเคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงของผมครับ มันจะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้อย่างแน่นอน... แต่คุณต้องซื่อสัตย์ และมีวินัยกับตัวเองมากๆ นะครับ

1. ห้ามเป็นหนี้นอกระบบเด็ดขาด!
อย่างแรกที่ผมอยากจะบอกคือ ไม่ว่าจะเข้าตาจนแค่ไหน สิ้นไร้ไม้ตอกยังไง ห้ามเอาตัวเองไปเป็นหนี้นอกระบบอย่างเด็ดขาด! ทั้งใบปิดประกาศที่ชอบมาแปะตามตู้เอทีเอ็ม ตามป้ายรถเมล์ ตู้โทรศัพท์ ฯลฯ (จำพวกที่ว่า ต่อให้วงเงินเต็มก็กู้ได้) หรือแม้แต่อาบังปล่อยกู้ในตลาดแถวบ้าน ย้ำว่า ห้ามเด็ดขาด! หนี้นอกระบบพวกนี้ดอกเบี้ยโหดมาก แถมถ้าคุณเบี้ยวยังมีการตามทวงที่ชวนเสียวไส้สุดๆ ดังนั้น อย่าแม้แต่จะคิดเชียว!

2. รีบเข้าโปรแกรม “รีไฟแนนซ์” ด่วน!
หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง! ถ้าคุณเป็นหนี้หลายๆ เจ้า และเดือนหนึ่งๆ ต้องแบ่งเงินเดือนอันน้อยนิดมาจ่ายเจ้านั้นเจ้านี้จนไม่เหลือ การเข้าโปรแกรมรีไฟแนนซ์จะช่วยลดภาระการผ่อนให้คุณได้ สมมุติว่า จากเดิมต้องจ่ายเดือนละ 7 เจ้า ก็เปลี่ยนมาจ่ายแค่เจ้าเดียว ด้วยยอดผ่อนที่น้อยกว่าเดิม มันจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการใช้หนี้ได้ดีขึ้น มีเงินเหลือมากขึ้น และเงินที่เหลือนี้ (ถ้าเป็นไปได้) ก็ควรจะรีบนำมา “โปะ” แบบที่ผมทำด้วย ทุกอย่างจะได้จบเร็วขึ้น
ส่วนโปรแกรมรีไฟแนนซ์จะมีที่ไหนบ้าง และรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น คุณคงต้องลองค้นหาตามเว็บไซต์ของธนาคารต่างๆ ดูนะครับ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองหน่อย!

3. ปิดยอดแล้วยกเลิกบัตรเครดิตให้หมด!
หลังจากเข้าโปรแกรมรีไฟแนนซ์ ได้เงินไปปิดยอดบัตรเครดิตที่มีทุกใบแล้ว ขอให้คุณแจ้งยกเลิกมันให้หมด โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ อย่าให้เหลือไว้แม้แต่ใบเดียว บัตรเครดิตมันเหมาะกับคนที่มีวินัยทางการเงินดี และต้องการใช้จ่ายเพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัล หรือเพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายเป็นครั้งคราวเท่านั้น การที่คุณเป็นหนี้ท่วมหัวขนาดนี้ได้ แสดงว่าวินัยการเงินของคุณไม่ได้เรื่องแล้ว ดังนั้นรีบอุดรูรั่วของตัวเองซะ อย่าให้มันมีโอกาสเติบโตได้อีก เอาไว้ถ้าใช้หนี้รีไฟแนนซ์หมด จึงค่อยสมัครบัตรเครดิตไว้ใช้ “แค่ 1 ใบเท่านั้น”

4. ห้ามก่อหนี้เพิ่มเด็ดขาด!
ลำพังหนี้ที่ต้องสู้รบปรบมืออยู่ทุกวันนี้ก็หนักหนาสาหัสจนแทบไม่เหลือเงินไว้กินข้าวอยู่แล้ว ขอร้องเถอะ เห็นแก่อนาคตตัวเองบ้าง หยุดก่อหนี้เพิ่มเสียที โดยเฉพาะในระหว่างที่รีไฟแนนซ์ จงโฟกัสและมุ่งมั่นเคลียร์หนี้รีไฟแนนซ์ให้หมดโดยไว จะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น ถ้าขืนยังรูดปรื๊ดๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ในโลกนี้คงไม่มีอะไรมาช่วยคุณได้แล้วละ!

5. ใช้บัตรรูดวันไหน จ่ายคืนวันนั้นทันที!
ต่อไปนี้ ถ้าคุณจะใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าอะไรก็ตาม ให้เอาวิธีนี้ของผมไปใช้ได้เลย รูดวันไหน จ่ายวันนั้น รูดตอนนี้ เดินไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ได้ตอนนี้เลยยิ่งดี ใช้บัตรเครดิตเพื่อสะสมแต้มเท่านั้นจะดีที่สุด ในเมื่อวินัยทางการเงินคุณบกพร่อง นิสัยเราไม่เหมือนคนอื่นเขาก็จงยอมรับมันซะ ห้ามใช้บัตรเครดิตเพื่อหมุนเงินอีกเป็นอันขาด มิเช่นนั้นมีหวังได้กลับไปเป็นหนี้หัวโตอีกรอบแน่ๆ

6. ห้ามใช้บัตรเครดิตกดเงินสดเด็ดขาด!
ผมสาธยายให้เห็นไปแล้วว่า ดอกเบี้ยรายวันชนิดทบต้น+ทบดอก ของการใช้บัตรเครดิตกดเงินสด (หรือใช้บัตรกดเงินสดต่างๆ) มันน่ากลัวแค่ไหน นี่คือข้อห้ามที่สำคัญมาก อย่าทำเด็ดขาด อันตรายสุดๆ

7. ต่อไปนี้ “ห้ามผ่อน” อยากได้อะไรต้อง “หยอดกระปุก” เท่านั้น!
สำหรับคนหย่อนวินัยทางการเงินอย่างพวกเรา ต้องท่องไว้เสมอว่า “เงินสด คือพระเจ้า” อยากได้อะไรขอให้ค่อยๆ หยอดกระปุกจนกว่าจะครบ แล้วค่อยซื้อ ไม่ว่าของที่อยากได้จะแพงแค่ไหน หรือเป็นของที่ใครๆ เขาก็ผ่อนกันก็ตามเถอะ (คนอื่นเขาไม่ได้ล้มเหลวแบบเรา จำไว้!) ลองมีชีวิตแบบปลอดหนี้การผ่อนของดูบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่า ชีวิตมันช่างเบาสบายซะเหลือเกิน!

8. เตือนตัวเอง “รู้จักพอเสียบ้าง”
ประสบการณ์ตรงที่ผมเล่าไว้ในตอนต้น สรุปได้ว่า ที่ผมเป็นหนี้หัวโตก็เพราะ “ไม่รู้จักพอ” ไม่รู้จักยับยั้งกิเลสความอยากได้อยากมี ปล่อยให้มันครอบงำจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้น ใครที่เป็นแบบที่ผมเคยเป็น จงท่องเอาไว้ในใจเลย รู้จักพอเสียบ้าง อย่าอยากได้เกินไปนัก ของหลายๆ อย่าง ต่อให้ไม่มีก็ไม่ตาย ต่อให้ไม่มีก็ไม่เห็นต้องอายใคร กิเลสความอยากได้อยากมีตัวนี้ นับเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง อยากได้เยอะ แต่เงินไม่พอ มันก็เป็นหนี้เยอะ... พอเป็นหนี้มันก็ทำให้หัวสมองคิดอะไรไม่ออก นอกจากจะต้องหาวิธีเอาเงินมาใช้หนี้ ถ้าคุณกดความอยากไว้ได้ ชีวิตคุณจะสบาย

... เชื่อผมสิ ผมผ่านมันมาแล้ว! …


ขอขอบคุณ เครดิตจาก FHM Thailand (8 วิธีเด็ด แก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิต)


วีดีโอข่าว โอนหนี้ สินเชื่อ
 
 - ถ้าคุณเป็นหนี้ต้องทำอย่างไร ตอนที่ 1
 
 
- ถ้าคุณเป็นหนี้ต้องทำอย่างไร ตอนที่ 2 
 



 
 
- ถ้าคุณเป็นหนี้ต้องทำอย่างไร ตอนที่ 3



 
 
- เป็นหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อ โดนหักบัญชีเงินฝาก
 


 
- รายการ จับเข่าคุย เสนอเรื่อง การจัดการหนี้
 
 



 
 
หากทราบข้อดีเรื่องการโอนหนี้แล้ว  อย่ารอช้า สมัครสินเชื่อเพื่อโอนภาระหนี้  
 
รายละเอียดสินเชื่อเพื่อโอนภาระหนี้ 
  
 
โปรโมชั่นของสินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้
1. วงเงินกู้สูงสุด 5 เท่าของรายได้ สูงสุด 750,000 บาท
2. อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 18 - 28%* ต่อปี
3. ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
4. สะดวกสบายด้วยบริการรับเอกสารถึงที่
5. หรือ ยื่นเอกสารทางแฟ็กส์ หรืออีเมลล์ 1 วันรู้ผล*เท่านั้น
อัตราดอกเบี้ย สินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้
(คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก)
18 - 28%* ต่อปี (ชำระคืน 12-60 เดือน)
*ค่าอากรแสตมป์0.05% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
คุณสมบัติผู้สมัคร สินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้ สำหรับพนักงานบริษัท/ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
- อายุ 21 - 60 ปี สัญชาติไทย
- รายต่อเดือนตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป
- อายุงานอย่างน้อย 4 เดือน
สำหรับเจ้าของธุรกิจ/เจ้าของกิจการ
- ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันอย่างน้อย 2 ปี
เอกสารประกอบการพิจารณา สินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้
พนักงานบริษัท, ข้าราชการ, รัฐวิสาหกิจ
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ย้อนหลังไม่เกิน 2 เดือน
4. สำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรกและสำเนารายการเดินบัญชี ย้อนหลัง 3 เดือน
เอกสารประกอบการพิจารณา  สินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้
กรณีเจ้าของกิจการ

1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรกและสำเนารายการเดินบัญชี ย้อนหลัง 6 เดือน
4. หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
  กรณีเป็นเจ้าของกิจการ + แผนที่แสดงที่ตั้งกิจการ

 
ขั้นตอนการสมัคร สินเชื่อ เพื่อโอนภาระหนี้ สมัคร "บริการโอนยอดชำระหนี้" ผ่านช่องทางเว็บไซต์  หรือ

โทรติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง โทร. 02-6124445   หรือ

ส่งอีเมลล์แจ้งเพื่อ สมัคร "บริการโอนยอดชำระหนี้" ที่  sales@capitaladvance.co.th
 


Copyright (2010) Capital Advance Company Limited. - All Rights Reserved.
Company address: 50/8-9 Metalion Tower2, 7th Fl., Rama 1 Rd.Pathumwan Bangkok 10330 Thailand
Tel.: 02-6124445, 02-6125556 Fax: 02-6124446-7
สินเชื่อ, เงินกู้, โอนหนี้
นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy)
Engine by MAKEWEBEASY